วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปวิอ.การร้องทุกข์ ม.๒(๗)


(๗) [1]คำร้องทุกข์ หมายความถึงการที่[2]ผู้เสียหายได้[3]กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าว[4]โดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ


[1] ผลของคำร้องทุกข์  ในคดีความผิดต่อส่วนตัวจะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้อง
[2] ผู้เสียหายตาม ๒(๔) รวมถึงผู้มีอำนาจจัดการแทน ,การร้องทุกข์ไม่ใช่กิจการเฉพาะตัวสามารถมอบอำนาจให้ร้องทุกข์แทนกันได้ ฎ๕๔๙๖/๔๖ผู้รับมอบอำนาจช่วงก็สามารถมอบอำนาจต่อไปได้เช่นกัน๒๗๓๐/๔๙และหนังสือมอบอำนาจต้องระบุให้ชัดเจนว่าดำเนินคดีกับใคร
[3] คำร้องทุกข์ไม่มีแบบแต่อย่างใด คำร้องทุกข์จึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือ ๗๑๙-๗๒๐/๒๔๘๓ ,แม้พนักงานสอบสวนยังไม่ลงบันทึกประจำวันก็เป็นคำร้องทุกข์ที่ชอบแล้ว ๒๓๗๑/๒๒ ,หนังสือร้องเรียนไปยังเจ้าพนักงานตำรวจ ขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยก็เป็นการร้องทุกข์แล้ว ๒๔๔/๐๗ป.,ในคดีความผิดต่อส่วนตัวผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน ๓ เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามป.อ.มาตรา ๙๖ ซึ่งหากมีผู้เสียหายหลายคนการนับอายุความนับแต่ผู้เสียหายคนแรกรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นสำคัญ(ฎ ๓๐๘๕/๓๗)
[4] ต้องมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ ดังนั้นกรณีนี้ไม่ใช่ ได้แก่ แจ้งความเพื่อกันคดีขาดอายุความแจ้งไว้เพื่อเป็นหลักฐาน ,หนังสือมอบอำนาจไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความ ,แจ้งเพื่อชะลอการดำเนินคดีไว้ก่อน ,แจ้งความตามพรบ.ความรับผิดจากการใช้เช็คและแจ้งว่าต้องการรับเช็คของกลางไปเพื่อดำเนินการฟ้องอีกทางโดยไม่ขอมอบคอีต่อพนักงานสอบสวน,ตัวการหลายคนแต่ร้องทุกข์โดยระบุชื่อบางคนถือว่าผู้เสียหายไม่มีเจตนาให้ผู้ที่ไม่ระบุชื่อได้รับโทษ๓๓๔๖/๓๖,คดีอาญาแผ่นดินไม่จำต้องมีการร้องทุกข์ดังนั้นแม้ผู้เสียหายจะร้องทุกข์ไม่ครบตัวการก็มีอำนาจดำเนินคดี๔๐๔๘/๔๐, ให้พิจารณาเจตนาขณะร้องทุกข์ ดังนั้นถ้ามีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษแล้วจึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายจะมาเบิกความว่าไม่มีเจตนาให้เอาโทษจำเลย การร้องทุกข์ก็ไม่เสียไป ๑๘๖/๐๓

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น