(๗) “[1]คำร้องทุกข์” หมายความถึงการที่[2]ผู้เสียหายได้[3]กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้
ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น
จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตามซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย
และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าว[4]โดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
[1] ผลของคำร้องทุกข์ ในคดีความผิดต่อส่วนตัวจะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้อง
[2]
ผู้เสียหายตาม ๒(๔) รวมถึงผู้มีอำนาจจัดการแทน
,การร้องทุกข์ไม่ใช่กิจการเฉพาะตัวสามารถมอบอำนาจให้ร้องทุกข์แทนกันได้
ฎ๕๔๙๖/๔๖ผู้รับมอบอำนาจช่วงก็สามารถมอบอำนาจต่อไปได้เช่นกัน๒๗๓๐/๔๙และหนังสือมอบอำนาจต้องระบุให้ชัดเจนว่าดำเนินคดีกับใคร
[3]
คำร้องทุกข์ไม่มีแบบแต่อย่างใด คำร้องทุกข์จึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือ
๗๑๙-๗๒๐/๒๔๘๓ ,แม้พนักงานสอบสวนยังไม่ลงบันทึกประจำวันก็เป็นคำร้องทุกข์ที่ชอบแล้ว
๒๓๗๑/๒๒ ,หนังสือร้องเรียนไปยังเจ้าพนักงานตำรวจ ขอให้ดำเนินคดีกับจำเลยก็เป็นการร้องทุกข์แล้ว
๒๔๔/๐๗ป.,ในคดีความผิดต่อส่วนตัวผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน ๓ เดือน
นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามป.อ.มาตรา ๙๖
ซึ่งหากมีผู้เสียหายหลายคนการนับอายุความนับแต่ผู้เสียหายคนแรกรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นสำคัญ(ฎ
๓๐๘๕/๓๗)
[4]
ต้องมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ ดังนั้นกรณีนี้ไม่ใช่ ได้แก่
แจ้งความเพื่อกันคดีขาดอายุความแจ้งไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
,หนังสือมอบอำนาจไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความ ,แจ้งเพื่อชะลอการดำเนินคดีไว้ก่อน
,แจ้งความตามพรบ.ความรับผิดจากการใช้เช็คและแจ้งว่าต้องการรับเช็คของกลางไปเพื่อดำเนินการฟ้องอีกทางโดยไม่ขอมอบคอีต่อพนักงานสอบสวน,ตัวการหลายคนแต่ร้องทุกข์โดยระบุชื่อบางคนถือว่าผู้เสียหายไม่มีเจตนาให้ผู้ที่ไม่ระบุชื่อได้รับโทษ๓๓๔๖/๓๖,คดีอาญาแผ่นดินไม่จำต้องมีการร้องทุกข์ดังนั้นแม้ผู้เสียหายจะร้องทุกข์ไม่ครบตัวการก็มีอำนาจดำเนินคดี๔๐๔๘/๔๐,
ให้พิจารณาเจตนาขณะร้องทุกข์
ดังนั้นถ้ามีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษแล้วจึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายจะมาเบิกความว่าไม่มีเจตนาให้เอาโทษจำเลย
การร้องทุกข์ก็ไม่เสียไป ๑๘๖/๐๓
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น