วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปวิอ.หลักการขอถอนฟ้องม.๓๕,๓๖


มาตรา ๓๕  คำร้อง[1]ขอถอนฟ้องคดีอาญาจะยื่นเวลาใด[2]ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ได้ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใดถ้าคำร้องนั้นได้ยื่นในภายหลังเมื่อจำเลยให้การแก้คดีแล้ว ให้ถามจำเลยว่าจะคัดค้านหรือไม่ แล้วให้ศาลจดคำแถลงของจำเลยไว้ ในกรณีที่จำเลย[3]คัดค้านการถอนฟ้อง ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย
คดีความผิดต่อส่วนตัวนั้น จะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใด[4]ก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ แต่ถ้าจำเลยคัดค้าน ให้ศาลยกคำร้องขอถอนฟ้องนั้นเสีย

มาตรา ๓๖  คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว [5]จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่ เว้นแต่จะเข้าอยู่ในข้อยกเว้นต่อไปนี้
(๑) ถ้าพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นไป การถอนนี้ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
(๒) ถ้าพนักงานอัยการถอนคดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวไป โดยมิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย การถอนนั้นไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่
(๓) ถ้าผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องคดีอาญาไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นเสีย การถอนนี้ไม่ตัดสิทธิพนักงานอัยการที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่ เว้นแต่คดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว


[1] คดีความผิดส่วนตัว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์,ศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี พอแปลความว่าโจทก์ประสงค์ขอถอนฟ้อง ศาลสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องได้,ประเด็นคดีมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์ถอนฟ้อง  ศาลฎีกาสั่งคำร้องขอถอนฟ้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสั่ง  ผลสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามม.๓๙(๒) ศาลสูงมีอำนาจจำหน่ายคดีมีผลทำให้คำพิพากษาศาลล่างระงับไปในตัวไม่ต้องให้ศาลสูงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น,ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ขอถอนฟ้องไม่ได้ มีผลเท่ากับเป็นการถอนคำร้องทุกข์หรือไม่ได้ขอเป็นโจทก์ร่วมขอถอนฟ้องไม่ได้ถือว่าเป็นการถอนคำร้องทุกข์
[2] โจทก์ฟ้องว่ายักยอก รับของโจร พรบ.ห้างฯ ขอถอนฟ้องเฉพาะคดีอาญาแม้ต่อมาถูกฟ้องล้มละลายก็ไม่อยู่ในบังคับพรบ.ล้มฯที่ห้ามมิให้จัดการทรัพย์สินโจทก์ขอถอนฟ้องได้ไม่ต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ [3] การอนุญาตให้ถอนฟ้องหรือไม่เป็นดุลพินิจศาล  แต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วและคัดค้าน ดังนี้ศาลต้องยกคำร้องขอถอนฟ้องจะใช้ดุลพินิจไม่ได้
[4] ก่อนคดีถึงที่สุด ,กรณีถือว่าก่อนคดีถึงที่สุด ได้แก่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา ผู้ฎีกายื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา แม้จะล่วงเลยระยะเวลาฎีกา , กรณีศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพราะจำเลยหลบหนี
[5]การถอนฟ้องที่จะนำคดีมาฟ้องอีกหาได้ไม่  (ต้องเป็นกรณีถอนฟ้องเด็ดขาด)  ,กรณีที่ถือถอนฟ้องไม่เด็ดขาด(ผล นำมาฟ้องอีกได้) ได้แก่ ถอนฟ้องเพื่อร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการหาใช่การถอนฟ้องเด็ดขาด สิทธินำคดีอาญาฟ้องไม่ระงับไปตามม.๓๙(๒)พนักงานมีอำนาจฟ้องไม่ต้องห้ามตามม.๓๖ ,ข้อเท็จจริงได้ความว่าถอนฟ้องไปเข้าร่วมกับพนักงานอัยการในวันเดียวกับที่ถอนฟ้อง,ฟ้องผิดศาลแล้วขอถอนฟ้องเพื่อไปฟ้องยังศาลที่มีอำนาจ ,กรณีเด็ดขาด ได้แก่ ข้อเท็จจริงปรากฎว่าผู้เสียหายเพิ่งมายื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการภายหลังถอนฟ้องแล้วกว่า ๑๐ เดือน ,ขอถอนฟ้องเป็นการชั่วคราวเพื่อไปสอบถามไปยังกรมกองทหารว่าเป็นทหารประจำการหรือไม่ ,ถอนฟ้องเพื่อรอผลคดีแพ่ง ,ถอนฟ้องโดยอ้างเหตุว่าบกพร่อง ขอถอนฟ้องเพื่อไปดำเนินคดีใหม่ 
ประเด็นหากผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ถือเสมือนว่าโจทก์ร่วมฟ้องเอง ถ้าถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมก็มีผลเป็นการถอนฟ้อง จะขอเป็นโจทก์ร่วมในคดีนั้นภายหลังไม่ได้ต้องห้ามตามม.๓๖,
ประเด็นผู้เสียหายหลายคน บางคนถอนฟ้อง ย่อมตัดสิทธิเฉพาะผู้เสียหายคนนั้นไม่ให้ฟ้องใหม่ ส่วนผู้เสียหายอื่นยังมีสิทธิ,
ประเด็น ผู้เสียหายมีผู้จัดการแทนหลายคน ผู้จัดการบางคนถอนฟ้องแล้ว ผู้จัดการอื่นจะมาฟ้องจำเลยอีกไม่ได้(๑๗๙๐/๙๒) ,
คำว่า "จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่"  หมายถึง ฟ้องในเรื่องเดียวกัน แม้คดีที่มาฟ้องในเรื่องเดียวกัน แม้คดีที่มาฟ้องใหม่มาบรรยายฟ้องต่างกับคดีแรกก็ต้องห้าม (ฎ๓๕๓๗/๒๗)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น