หมวด ๒
อำนาจสืบสวนและสอบสวน
มาตรา ๑๘ ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี
พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ
และข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
[2]มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรือ[3]อ้าง หรือเชื่อว่าได้[4]เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
สำหรับในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี
ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดหรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑
ความผิดอาญาได้เกิดในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนคนใด
โดยปกติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนั้นๆ
เพื่อดำเนินคดี เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก
จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่
หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน
ในเขตท้องที่ใดมีพนักงานสอบสวนหลายคน
การดำเนินการสอบสวนให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในท้องที่นั้น
หรือผู้รักษาการแทน
[5]มาตรา ๑๙
ในกรณีดั่งต่อไปนี้
(๑) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่
(๒) เมื่อความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง
แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง
(๓) เมื่อความผิดนั้น[6]เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป
(๔) เมื่อเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน
(๕) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้ต้องหากำลังเดินทาง
(๖) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายกำลังเดินทาง
พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้
ในกรณีข้างต้นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน
(ก) ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว
คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ
(ข)
ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้ คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่
[7]ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ
[1]
อำนาจสืบสวนพนักงานสอบสวน
แม้ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ทำหน้าที่อื่น ก็ถือว่ายังมีอำนาจสืบสวน
,การสืบสวนไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจให้พนักงานตำรวจให้เจ้าพนักงานตำรวจทำการสืบสวนได้เฉพาะท้องที่ที่ตนประจำการเท่านั้น
จึงมีอำนาจสืบสวนท้องที่อื่น๔๗๑๑/๔๒
[2]
การสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่มีอำนาจ
การสอบสวนไม่ชอบพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง
,พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของตนเป็นการไม่ชอบ
แม้จะเป็นการสอบสวนเพียงบางส่วน
โดยส่วนอื่นจะเป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจก็ตาม
ถือว่าคดีนั้นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง๓๗๑/๓๑,การสอบสวนจะทำ ณ ท้องที่ใดก็ได้
ซึ่งอาจทำการสอบสวนท้องที่อื่นก็ย่อมทำได้ ฎ ๖๖๑/๙๐
[3]
การอ้างหรือเชื่อว่าความผิดนั้น ได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน
กล่าวคือพนักงานสอบสวนเข้าใจหรือเชื่อว่าความผิดนั้นได้เกิดภายในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนซึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน
แต่ได้เกิดในสถานที่อื่นนอกเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น
,ดังนั้นเจ้าพนักงานตำรวจอำเภอไทยเจริญ
ผู้จับกุมพบความผิดเกิดขึ้นในที่เกิดเหตุและจับกุมจำเลยในที่เกิดเหตุ
ซึ่งเป็นเขตอำนาจเลิงนกทาจึงเป็นกรณีเจ้าพนักงานสอบสวนทราบข้อเท็จจริงและที่เกิดเหตุโดยชัดแจ้งแล้ว
ไม่มีข้ออ้างข้อสงสัยหรือความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงแต่ประการใด , การจับผู้ต้องหาได้ต้องแจ้งข้อกล่าวหา
มิฉะนั้นจะไม่ใช่ผู้มีอำนาจฟ้อง เช่น
พนักงานสอบสวนจับผู้ต้องหาได้ที่ท้องที่ลาดบัวหลวงคงควบคุมข้อหาซ่องโจร
ไม่ได้จับกุมข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร
จึงไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ , หรืออาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองได้แจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน
แต่พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความจึงเท่ากับไม่มีการร้องทุกข์
ต่อมาอาได้ไปแจ้งที่คูคตว่าผู้เสียหายถูกพรากไปต่อมาจำเลยถูกจับได้ที่จังหวัดกระบี่
จึงเป็นพนักงานสอบสวนที่พบการกระทำความผิดก่อน
[4]
ความผิดเกิด
,ต้องพิจารณาความผิดแต่ละข้อหา,
ความผิดฐานยักยอกเกิดในท้องที่ที่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝากทรัพย์
,การวางยาพิษในท้องที่หนึ่งไปตายอีกท้องที่หนึ่ง ถือว่า ท้องที่วางยาพิษเป็นท้องที่ความผิดเกิด, ความผิดในเรือไทยถือว่าเป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร
กองปราบปรามมีอำนาจสอบสวน
[5]
พนักงานสอบสวน
ผู้รับผิดชอบไม่เป็นไปตามม.๑๙ ว.๓ ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนคดีนั้น โดยชอบตามม.๑๒๐
พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจฟ้อง
[6]
ความผิดต่อเนื่องหลายท้องที่
ได้แก่ความผิดฐานลักทรัพย์กับรับของโจร
,ความผิดฐานออกเช็คเป็นความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
,ท้องที่ที่โอนเช็คไม่เป็นความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
,ความผิดฐานซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นการจับกุม ๓๒๔๐/๕๐,ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร
โดยใช้อุบายหลอกลวงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆเกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป
และพาไปเพื่อการอนาจารกับหน่วงเหนี่ยวกักขังและข่มขืนเป็นความผิดหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่างๆกัน
ม.๑๙ (๔)
[7]
เมื่อพบโดยชอบแล้วต่อมาจับผู้ต้องหาได้ในท้องที่อื่น
พนักงานสอบสวนในท้องที่พบการกระทำความผิดก่อนก็ยังคงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
, เมื่อจับผู้ต้องหาได้ต้องแจ้งข้อ มิฉะนั้นถือว่าไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
เช่น จับแล้วแจ้งข้อหาช่องโจร เป็นความผิดคนละข้อหา เมื่อไม่ได้จับกุมและกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร
จึงยังไม่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ๑๕๗๙/๔๖
, พ.ผู้เป็นอาไปร้องทุกข์พนักงานสอบสวนบางเขน จพง.ยังไม่รับแจ้งความ
ถึงเท่ากับไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์จึงได้มาร้องทุกข์ต่อจพง.คูคต
จึงเป็นที่พบการกระทำความผิดก่อน ต่อมาจพง.อำเภอเขาพนมจับได้ ๒๘๘๐/๔๘
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น