วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

ปวิอ.ม.๑๗-๑๙


หมวด ๒
อำนาจสืบสวนและสอบสวน
                               

มาตรา ๑๗  พนักงานฝ่ายปกครองหรือ[1]ตำรวจมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้

มาตรา ๑๘  ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป [2]มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรือ[3]อ้าง หรือเชื่อว่าได้[4]เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
สำหรับในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป  มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดหรืออ้าง  หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน  หรือผู้ต้องหามีที่อยู่  หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ความผิดอาญาได้เกิดในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนคนใด โดยปกติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนั้นๆ เพื่อดำเนินคดี เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน
ในเขตท้องที่ใดมีพนักงานสอบสวนหลายคน การดำเนินการสอบสวนให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในท้องที่นั้น หรือผู้รักษาการแทน

[5]มาตรา ๑๙  ในกรณีดั่งต่อไปนี้
(๑) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่
(๒) เมื่อความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง
(๓) เมื่อความผิดนั้น[6]เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป
(๔) เมื่อเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน
(๕) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้ต้องหากำลังเดินทาง
(๖) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายกำลังเดินทาง
พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้
ในกรณีข้างต้นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน
(ก) ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ
(ข) ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้ คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ [7]ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ


[1] อำนาจสืบสวนพนักงานสอบสวน แม้ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ทำหน้าที่อื่น ก็ถือว่ายังมีอำนาจสืบสวน ,การสืบสวนไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจให้พนักงานตำรวจให้เจ้าพนักงานตำรวจทำการสืบสวนได้เฉพาะท้องที่ที่ตนประจำการเท่านั้น จึงมีอำนาจสืบสวนท้องที่อื่น๔๗๑๑/๔๒
[2] การสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่มีอำนาจ การสอบสวนไม่ชอบพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ,พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของตนเป็นการไม่ชอบ แม้จะเป็นการสอบสวนเพียงบางส่วน โดยส่วนอื่นจะเป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจก็ตาม ถือว่าคดีนั้นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง๓๗๑/๓๑,การสอบสวนจะทำ ณ ท้องที่ใดก็ได้ ซึ่งอาจทำการสอบสวนท้องที่อื่นก็ย่อมทำได้ ฎ ๖๖๑/๙๐
[3] การอ้างหรือเชื่อว่าความผิดนั้น ได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน กล่าวคือพนักงานสอบสวนเข้าใจหรือเชื่อว่าความผิดนั้นได้เกิดภายในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนซึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน  แต่ได้เกิดในสถานที่อื่นนอกเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น ,ดังนั้นเจ้าพนักงานตำรวจอำเภอไทยเจริญ ผู้จับกุมพบความผิดเกิดขึ้นในที่เกิดเหตุและจับกุมจำเลยในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นเขตอำนาจเลิงนกทาจึงเป็นกรณีเจ้าพนักงานสอบสวนทราบข้อเท็จจริงและที่เกิดเหตุโดยชัดแจ้งแล้ว ไม่มีข้ออ้างข้อสงสัยหรือความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงแต่ประการใด , การจับผู้ต้องหาได้ต้องแจ้งข้อกล่าวหา มิฉะนั้นจะไม่ใช่ผู้มีอำนาจฟ้อง เช่น พนักงานสอบสวนจับผู้ต้องหาได้ที่ท้องที่ลาดบัวหลวงคงควบคุมข้อหาซ่องโจร ไม่ได้จับกุมข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร จึงไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ , หรืออาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองได้แจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน แต่พนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความจึงเท่ากับไม่มีการร้องทุกข์ ต่อมาอาได้ไปแจ้งที่คูคตว่าผู้เสียหายถูกพรากไปต่อมาจำเลยถูกจับได้ที่จังหวัดกระบี่ จึงเป็นพนักงานสอบสวนที่พบการกระทำความผิดก่อน
[4] ความผิดเกิด ,ต้องพิจารณาความผิดแต่ละข้อหา, ความผิดฐานยักยอกเกิดในท้องที่ที่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝากทรัพย์ ,การวางยาพิษในท้องที่หนึ่งไปตายอีกท้องที่หนึ่ง ถือว่า ท้องที่วางยาพิษเป็นท้องที่ความผิดเกิด, ความผิดในเรือไทยถือว่าเป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร กองปราบปรามมีอำนาจสอบสวน
[5] พนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบไม่เป็นไปตามม.๑๙ ว.๓ ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนคดีนั้น โดยชอบตามม.๑๒๐ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจฟ้อง
[6] ความผิดต่อเนื่องหลายท้องที่ ได้แก่ความผิดฐานลักทรัพย์กับรับของโจร  ,ความผิดฐานออกเช็คเป็นความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ,ท้องที่ที่โอนเช็คไม่เป็นความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ,ความผิดฐานซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นการจับกุม ๓๒๔๐/๕๐,ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆเกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป และพาไปเพื่อการอนาจารกับหน่วงเหนี่ยวกักขังและข่มขืนเป็นความผิดหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่างๆกัน ม.๑๙ (๔)
[7] เมื่อพบโดยชอบแล้วต่อมาจับผู้ต้องหาได้ในท้องที่อื่น พนักงานสอบสวนในท้องที่พบการกระทำความผิดก่อนก็ยังคงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ , เมื่อจับผู้ต้องหาได้ต้องแจ้งข้อ  มิฉะนั้นถือว่าไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เช่น จับแล้วแจ้งข้อหาช่องโจร เป็นความผิดคนละข้อหา เมื่อไม่ได้จับกุมและกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร จึงยังไม่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ๑๕๗๙/๔๖ , พ.ผู้เป็นอาไปร้องทุกข์พนักงานสอบสวนบางเขน จพง.ยังไม่รับแจ้งความ ถึงเท่ากับไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์จึงได้มาร้องทุกข์ต่อจพง.คูคต จึงเป็นที่พบการกระทำความผิดก่อน ต่อมาจพง.อำเภอเขาพนมจับได้ ๒๘๘๐/๔๘ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น