วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

ปวิอ.ม.๒๑๒,๒๑๓


มาตรา ๒๑๒  คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษา[1]เพิ่มเติมโทษจำเลย เว้นแต่[2]โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น

มาตรา ๒๑๓  ในคดีซึ่ง[3]จำเลยผู้หนึ่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา ซึ่งให้ลงโทษจำเลยหลายคนในความผิดฐานเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน ถ้าศาลอุทธรณ์กลับหรือแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ลงโทษหรือลดโทษให้จำเลย แม้เป็นเหตุอยู่ในส่วน[4]ลักษณะคดี ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ ให้มิต้องถูกรับโทษ หรือได้ลดโทษดุจจำเลยผู้อุทธรณ์




[1] โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์อันเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตาม ม.๓๓๙ วรรคสาม ศาลชั้นต้นลง ๓๓๙ วรรคสอง แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ แต่ศาลฎีการพิจารณาได้ความว่าชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตาม ๓๓๙ วรรคสาม ซึ่งมีโทษหนักขึ้นศาลมีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษ ๒๖๓/๒๕๕๓ ,ชั้นต้นและอุทธรณ์ลง ๓๓๖ ศาลฎีกาได้ความว่าเป็นลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ๓๓๕(๑)(๗) ต้องรับโทษตาม ๓๓๕ วรรคสองซึ่งมีโทษหนักกว่าศาลพิพากษาลงโทษในความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ๑๙๒ แต่พิพากษาลงโทษจำเลยหนักขึ้นไม่ได้ ๖๕๓/๒๕๕๓, จำเลยรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ หมายถึงความผิดทุกข้อ ศาลลงไม่ครบข้อหา เป็นการไม่ชอบตามม.๑๘๕ ว.สอง การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามข้อหาดังกล่าว ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องและข้อให้ลงโทษมาโดยมิได้กำหนดโทษความผิดข้อหาดังกล่าวอีกเป็นการพิพากษาให้ถูกต้องเท่านั้น มิใช่การเพิ่มเติมโทษ ๖๒๙๔/๒๕๕๓, ริบของกลาง(เนื่องจากโทษริบทรัพย์เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์), การบวกโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอื่น(เป็นกรณีกฎหมายบังคับให้ดำเนินการ), จำคุกเป็นปรับ(เพราะเป็นโทษที่เบากว่า), ศาลวางโทษเกินศาลอุทธรณ์แก้ได้ (เพราะเป็นผลดีต่อจำเลย) ,การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษให้ถูกต้องไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ แต่จะเปลี่ยนโทษที่ศาลล่างลงให้สูงขึ้นไม่ได้เป็นเพิ่มเติมโทษ แต่เปลี่ยนโทษจากกักขังมาเป็นโทษจำคุกและรอได้ไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ ๒๖๕๑/๑๘ ,ศาลอุทธรณ์พิพากษาตามฟ้องให้ครบถ้วน เช่นบรรยายฟ้องหลายข้อหา จำเลยรับสารภาพลงไม่ครบไม่ชอบด้วย ๑๘๕วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษความผิดให้ครบเป็นเพียงเพื่การพิพากษาให้ถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น ๗๖๐/๔๗,กรณีถือว่าเพิ่มเติมโทษ  เช่น เปลี่ยนจากปรับสถานเดียวมาเป็นโทษจำคุกและรอการลงโทษไว้  ,  ศาลชั้นต้นลงโทษต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดศาลอุทธรณ์แก้เป็นโทษขั้นต่ำ ๓๙๙๐/๔๐ ,  ศาลชั้นต้นคำนวณโทษผิดพลาด ศาลอุทธรณ์ไม่อาจแก้ให้โทษสูงขึ้นได้  ,  กระทำความผิดหลายกรรม แต่ศาลพิพากษาว่าเป็นกรรมเดียว ศาลอุทธรณ์มีอำนาจปรับบทให้ถูกต้องได้ แต่จะลงโทษอีกกรรมไม่ได้เป็นการเพิ่มเติมแม้จำเลยจะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นศาลอุทธรณ์ก็ลงไม่ได้เป็นเพิ่มเติมโทษ ,  เปลี่ยนจากรอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ ,   ศาลชั้นต้นกำหนดโทษและลดโทษแก่จำเลย แต่คำนวณไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ไม่สามารถพิพากษาตามโทษจำคุกที่ถูกต้องได้,การกักขังหนึ่งปีเป็นกักขังสองปีแทนค่าปรับ , นำไปใช้ในชั้นฎีกา โดยม.๒๒๕ , ชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังไม่ถูกต้องตามที่เงื่อนไขกำหนด (เคยต้องโทษจำคุก) แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ไม่อาจแก้ไขเพราะจะกลายเป็นการเพิ่มเติมโทษ ๔๕๓๔/๔๘
[2] โจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษ เช่น ศาลอุทธรณ์ลงโทษ ๒๙๕ โจทก์อุทธรณ์ให้ลง ๒๙๗ถือได้ว่าโจทก์ได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น,อุทธรณ์ลง ๒๘๘ ฎีกาให้ลง ๒๘๙ ,ชั้นต้นลงทำร้ายบาดเจ็บสาหัส อุทธรณ์ให้ลงพยายามฆ่า
[3] ศาลฎีกานำมาใช้กรณีจำเลยเป็นผู้อุทธรณ์ด้วย ๑๕๘๗/๙๕ แม้จำเลยบางคนถอนอุทธรณ์ไป ศาลมีอำนาจยกฟ้องหรือลดโทษให้จำเลยที่ถอนอุทธรณ์ไปด้วยได้ ๔๐๙๓/๓๐,แต่คดีที่จำเลยบางคนให้การรับสารภาพตาม ๑๗๖ ว.๒ ศาลสั่งให้แยกฟ้องศาลจะยกเหตุลักษณะคดีไปถึงจำเลยในคดีเดิมไม่ได้,กรณีการรวมการพิจารณา จำเลยบางสำนวนอุทธรณ์/ฎีกาศาลใช้เหตุลักษณะคดีพิพากษาไปถึงสำนวนที่มิได้อุทธรณ์/ฎีกาได้ ๘๕๗/๒๙ ,กรณีมีผู่ร่วมกระทำความผิดหลายคน แยกฟ้องเป็นรายคดี ถือว่าพยานหลักฐานของโจทก์แต่ละคดีเพียงพอลงโทษจำเลยหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยแต่ละคนเป็นรายกรณี ๓๐๐๔/๔๓
[4] เหตุลักษณะคดี หมายถึง เหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพความผิดหรือพฤติการณ์แห่งคดีและมีผลถึงจำเลยหลายคนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงก็ได้,ถือว่าเป็นเหตุลักษณะคดี เช่น เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม ,การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ,พยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควร,ทรัพย์ที่ถูกลักมีราคาน้อยดุลพินิจเกี่ยวกับสภาพการกระทำความผิดว่าร้ายแรงหรือไม่ร้ายแง ไม่ถือว่าเป็นเหตุลักษณะคดี เช่น ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดคนหนึ่งสารภาพอีกคนพยานเป็นที่สงสัย   ข้อเท็จจริงแยกรับฟังกันได้ ,คำพยานคนละชุด ,

ปวิอ.ม.๑๙๖


[1]มาตรา ๑๙๖  [2]คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญและมีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย




[1] คำสั่งระหว่างการพิจารณาคดีอาญาไม่ต้องโต้แย้งไว้ ,อาจเป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์หรือฎีกาก็ได้
[2] จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต และยกคำร้องขอไต่สวน จำเลยยื่นอุทธรณ์เฉพาะคำร้องขอให้ไต่สวนเพื่อประกอบการขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวนเป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณา ๔๘๒๙/๒๕๕๓ , กรณีถือว่าไม่เป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณา เช่น ศาลสั่งปรับนายประกัน ,คดีมีจำเลยหลายคน การที่ศาลสั่งไม่รับฟ้องจำเลยบางคน , ศาลมีคำสั่งคืนฟ้องให้โจทก์ไปทำมาใหม่ ,คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตหรือยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วและก่อนที่จะรับอุทธรณ์ไม่เป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณา ,กรณีถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณา เช่นให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราว ,นัดไต่สวนแล้วต่อมาให้รอหรืองดการไต่สวนไว้ก่อนและจำหน่ายคดีชั่วคราว,คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้โอนคดี ,คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง,ศาลสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ที่ไม่มาศาลตามนัดและไม่อนุญาตให้โจทก์อ้างพยานเพิ่มเติม,ศาลกำหนดวันอ่านคำพิพากษา,คำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้ร้องนำรถบรรทุกของกลางไปดูแลรักษาชั่วคราวระหว่างการพิจารณาดีเป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีผู้ร้องเสร็จสิ้นไปเพราะต้องมีการไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางผู้ร้องอีก๕๙๙๔/๕๐
หมายเหตุ  ปัญหาว่ามีการอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาในประเด็นสำคัญ ว่าหากผู้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างการพิจารณาไม่ได้เป็นผู้อุทธรณ์ประเด็นสำคัญแต่อีกฝ่ายอุทธรณ์จะอุทธรณ์คำสั่งระหว่างการพิจารณาได้หรือไม่ ?

ปวิอ.ม๑๙๕ อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมาย


[1]มาตรา ๑๙๕  ข้อกฎหมายทั้งปวงอันคู่ความอุทธรณ์ร้องอ้างอิงให้แสดงไว้โดยชัดเจนในฟ้องอุทธรณ์ แต่[2]ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้น
[3]ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยอุทธรณ์ เหล่านี้ผู้อุทธรณ์หรือศาลยกขึ้นอ้างได้ แม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นก็ตาม




[1] ม.๑๙๕ นำไปใช้ในชั้นอุทธรณ์ด้วย อ้าง ๒๒๕  , นำไปใช้กับวิธีพิจารณาความอาญาด้วยซึ่งหากเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากันแล้วในศาลชั้นต้นใช้ปวิพ.๒๒๕ ประกอบปวิอ.๑๕ ชั้นฎีกาปวิพ.๒๔๙ ประกอบปวิอ.๑๕
[2] คอีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไปหรือที่สถานหนักกว่านั้น เป็นคดีที่โจทก์ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ศาลจะลงโทษจำเลยก็ต่อเมื่อพอใจว่าจำเลยกระทำความผิด  จำเลยจึงอุทธรณ์ได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอรับฟัง,กรณีถือว่ามิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบ เช่น กรณีจำเลยให้การรับสารภาพในคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกไม่เกิน ๕ ปี ศาลมีคำพิพากษาโดยไม่ต้องสืบพยาน ม.๑๗๖ จำเลยจะอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดไม่ได้๕๔๔๙/๔๒ , คดีต้องห้ามอุทธรณ์แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ถือว่าไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์,รายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติไม่เป็นพยานหลักฐานของโจทก์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่กล่าวในศาลชั้นต้น
[3] ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบฯ ได้แก่ ฟ้อง ป.อ.๓๗๑ ระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท จึงมีอายุความ ๑ ปีเมื่อฟ้องเกิน ๑ ปี ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษมาศาลฎีกายกขึ้นได้แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้น ๑๘๖๗/๒๕๕๓ , จำเลยไม่ได้ยกข้อต่อสู้ว่าจำเลยกระทำโดยป้องกันสิทธิของตนพอสมควรแก่เหตุว่ากล่าวในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ก็เป็นปัญหาความสงบยกได้ตาม ๑๙๕ วรรคสองประกอบ ๒๒๕ ฎ ๗๖๕๐/๒๕๕๓ ,ไม่ได้บรรยายเกี่ยวกับวันเวลาในการกระทำความผิด ฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญเกี่ยวกับเวลาเป็นปัญหาความสงบฯ ๑๕๑๗/๒๕๕๒ ,ศาลล่างพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เป็นปัญหาความสงบฯ ๑๐๙๐๓/๒๕๕๑ ,กรณีถือว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เช่น เรื่องอำนาจฟ้อง  การปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด,ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ (คดีแพ่งไม่ใช่),    การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม,คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่,ข้อเท็จจริงที่ฟังมาไม่เป็นความผิดสำเร็จแต่เป็นพยายาม,ศาลวางโทษไม่ถูกต้อง,ศาลล่างพิพากษาเกินคำขอ ,ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังโดยแจ้งวันนัดไม่ชอบ,เพิ่มโทษชอบหรือไม่(เช่นศาลอุธรณ์นำโทษมาบวก มิใช่การเพิ่มเติมโทษเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องปฏิบัติและเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบศาลยกได้แม้ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์๒๑๑๕/๔๗), ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยยังมิได้วินิจฉัยเรื่องของกลาง,โจทก์เป็นผู้เสียหายหรือไม่

ปวิอ.มาตรา ๑๙๓ ,๑๙๓ทวิ


มาตรา ๑๙๓  คดีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย[1]ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ เว้นแต่จะถูกห้ามอุทธรณ์โดยประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
อุทธรณ์ทุกฉบับต้อง[2]ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ

มาตรา ๑๙๓ ทวิ  [3]ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นใน[4]ปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่ง[5]อัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่กรณีต่อไปนี้ให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้
(๑) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหรือให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก
(๒) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่ศาลรอการลงโทษไว้
(๓) ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือ
(๔) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษปรับเกินหนึ่งพันบาท


[1] คู่ความไม่มีสิทธิอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา (๑๙๓ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ไม่อาจนำปวิพ ๒๒๓ทวิมาใช้โดยอนุโลม)ฎ๒๙๔๖/๔๒ , แม้แถลงไม่ติดใจอุทธรณ์คำแถลงไม่ตัดสิทธิอุทธรณ์ ๓๐๒/๒๔๙๕ ,
[2] ๑๙๓วรรคสองนำไปใช้ชั้นฎีกา ตามม.๒๒๕ , กรณีเป็นอุทธรณ์ฎีกาไม่ชัดเจน เช่น เอาคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นข้อฎีกา , ถือเอาคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องฎีกา, ถือเอาคำแถลงการณ์ปิดคดีในศาลชั้นต้นเป็นส่วนหนึ่งของฎีกา,เห็นด้วยกับศาลอุทธรร์แต่เพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นแบบอย่าง,ยื่นอุทธรณ์ไว้ฉบับหนึ่งแล้วยื่นอีกฉบับหนึ่ง ไม่ถือว่าอุทธรณ์ฉบับหลังมีสภาพเป็นอุทธรณ์ , ฎีกาให้นำข้อกฎหมายมาตราที่พอจะเป็นคุณแก่จำเลย ไม่ชัดเจนว่าเป็นกฎหมายเรื่องใดฉบับใดจึงไม่ชัดแจ้ง , ฎีกาโดยคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งฉบับ
[3] ข้อห้ามตาม ๑๙๓ ทวิ ต้องเป็นการโต้แย้งเนื้อหาแห่งคำฟ้องหรือตามประเด็นแห่งคดี  หากไม่ใช่ก็ไม่ต้องห้าม  กรณีที่ไม่ใช่เนื้อหา เช่น โต้แย้งดุลพินิจการรับฟ้องตามพระธรรมนูญศาล ,อุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้งดสืบพยาน ,กรณีร้องขอคืนของกลาง๑๐๒๕/๒๒,   ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ตรวจดูว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามหรือไม่ตาม ๑๙๘ ถ้าศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมาศาลอุทธรณ์ ย่อม พิพากษายกอุทธรณ์ได้ปวิพ.๒๔๒ ปวิอ.๑๕
[4] ข้อเท็จจริง หมายถึง ปัญหาเกี่ยวกับการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล หรือดุลพินิจในการมีคำสั่งชี้ขาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ,กรณีหลายกระทง บางกระทงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง บางกระทงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงและจำเลยอุทธรณ์รวมกันศาลอุทธรณ์เป็นว่าไม่ผิดยกตาม ๑๘๕ ได้, กรณีถือว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ได้แก่ การโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย เช่น จำเลยมิได้ตบหน้าหากฟังว่าตบหน้าก็เป็นการป้องกันโดยชอบ, ศาลพิจารณาโดยรวบรัด การนำสืบไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ๔๔๓/๔๖, ผู้ร้องทุกข์แทนเป็นเพียงลูกจ้างมิใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมก็ไม่ได้มอบอำนาจไว้ขณะร้องทุกข์ การร้องทุกข์ไม่ถูกต้อง ๓๘๑๑/๒๘, หรือโต้เถียงดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาล,ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรม,โต้แย้งจากรอเป็นไม่รอการลงโทษเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษ,โต้แย้งคำสั่งงดสืบพยานศาล,โต้แย้งว่ามิได้ตรวจกัญชาทั้งหมดเป็นเพียงการสุ่มตรวจ,ฎีกาว่าไม่ทราบอายุผู้เสียหายในความผิดฐานพรากซึ่งเป็นสาระขององค์ประกอบความผิด เป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายหรือแจ้งข้อหาวันใด 
ถือว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เช่นศาลรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวน,ข้อเท็จจริงที่ศาลฟังมาเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ ,การอุทธรณ์คำสั่งตัดพยานมาศาลไม่ได้,ข้อความเป็นคำหมิ่นประมาทหรือไม่ศาลพิเคราะห์จากข้อความนั้นได้,
[5] ความผิดฐานพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร  อัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาทต้องห้ามอุทธรณ์ ๓๖๒๘/๒๕๕๓ ,ฟ้องความผิด ป.อ.๑๙๕(โทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ)ชั้นต้นลง๖เดือนและให้รอห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ๕๙๗๔/๒๕๕๒ ผลหากศาลอุทธรณ์รับขึ้นมาศาลอุทธรณ์แก้เป็นไม่ก่อให้เกิดสิทธิฎีกาเนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบฯ มาตรา ๑๙๕, ๒๒๕ แก้เป็นยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ,ดูอัตราโทษจากฐานความผิดที่โจทก์ขอให้ลงโทษเป็นสำคัญ ไม่ใช่อัตราโทษในฐานความผิดที่พิจารณาได้ความ ,ใช้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย , กรณีความผิดหลายกรรมการพิจารณาข้อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามม.๑๙๓ทวิ ต้องแยกพิจารณาอัตราโทษแต่ละข้อหาว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ฎ๕๖๘/๔๔ , ฟ้องว่ากระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ดูว่าบทหนักต้องห้ามหรือไม่ ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามถือว่าทุกบทไม่ต้องห้ามแม้จะอุทธรณ์เฉพาะบทเบากว่าก็ไม่ต้องห้าม ๓๑๕๔/๔๓,คำพิพากษาของศาลที่ให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมตาม ป.อ.ม.๗๔ ไม่ถือว่าเป็นคำพิพากษาที่ให้ลงโทษจำคุก จึงต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง ๔๓๒/๒๐

ปวิอ.ม.๑๙๒


มาตรา ๑๙๒  ห้าม[1]มิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง
ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏ[2]ในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้
ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้
ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงบางข้อดั่งกล่าวในฟ้อง และตามที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่[3]เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้น ๆ
ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้
ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้น[4]รวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้


[1] บรรยายฟ้องว่าพยายามฆ่า ๒๘๘ ,๘๐ ได้ความว่าทำร้ายสาหัสไม่ได้บรรยายว่าทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ลง ๒๙๗(๘) ไม่ได้ลงได้ ๒๙๕ ฎ๑๓๓๖/๒๕๕๓ ,ฟ้องว่า ๒๘๘,๘๐ ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์แนบท้ายมาท้ายคำฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ไม่ปรากฏว่าสาหัส ข้อเท็จจริงฟังว่าทำร้ายไม่อาจลง ๒๙๗(๘) เพราะเป็นการพิพากษาเกินกว่าหรือที่กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ๑๙๒ว.๑ ลงโทษได้เพียง ม.๒๙๕  ๕๕๑๔/๒๕๕๑ ,โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากโดยไม่เต็มใจ ๓๑๘ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าพรากโดยเต็มใจ ๓๑๙ วรรคแรก  มีอัตราโทษต่ำกว่า ตามปวิอ.๑๙๒ ว.๑ ประกอบ ๑๙๒ วรรคท้าย ๑๔๐๕/๒๕๕๓ ,บรรยายฟ้องว่าจำเลยพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย(ตามพรบ.อาวุธ) แม้มีคำขอให้ลงป.อ.๓๗๑ คำฟ้องดังกล่าวไม่อาจแปลความว่าหมายถึงเหตุไม่สมควรตาม ม.๓๗๑ ไม่อาจลงได้ตามปวิอ.๑๙๒วรรคหนึ่ง ๕๗๘๒/๒๕๕๓ ,ป.อ.๓๗๖ ผู้ใดยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมชนดังนั้นการบรรยายว่าจำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายโดยมิได้กล่าวว่าเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดอันเป็นองค์ประกอบความผิด ศาลลงโทษไม่ได้ตาม ๑๙๒ว.๑  ฎ๘๕๑๖/๒๕๕๑ ,ฟ้องไม่ระบุอนุมาตราเป็นฟ้องสมบูรณ์ศาลลงสองอนุมาตราก็ชอบด้วยกฎหมายไม่เกินคำขอเช่นบรรยายฟ้องว่าลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างและร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ขอให้ลง ๓๓๕ ศาลลง ๓๓๕(๗)(๑๑)ได้ ๓๒๕๒/๒๕๕๒ ,บรรยายฟ้องขอให้นับโทษต่อแต่มิได้บรรยายว่าเป็นบุคคลเดียวกับคดีที่ขอให้นับโทษต่อ ลงไม่ได้ ๓๒๗๐/๒๕๕๒,ขอให้ลง ป.อ.๓๒๘ แต่ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา ศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษได้ตาม ๑๙๒ วรรคหนึ่งฎ๔๓๒๔/๒๕๕๒ , การต้องระวางโทษหนักขึ้นตาม ป.อ.มาตรา ๓๔๐ตรี นอกจากต้องเป็นการกระทำความผิดตาม ม.๓๓๙  ๓๓๙ทวิ  ๓๔๐ ๓๔๐ทวิแล้วยังต้องประกอบด้วยการกระทำอื่นตามที่บัญญัติในมาตรานี้ด้วยผู้กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวจึงมีความผิดและถูกลงโทษตามมาตรานี้ได้ ดังนั้นมาตรานี้ย้อมเป็นบทบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดซึ่งต้องระบุตาม ๑๕๘(๖) ด้วย เมื่อบรรยายครบองค์ประกอบความผิดตาม ๓๔๐ตรีแต่ไม่ได้มีคำขอระบุมาตรา ๓๔๐ตรีมาด้วยจึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ม.๓๔๐ตรี และเป็นการเกินคำขอตาม๑๙๒วรรคหนึ่งและวรรคสี่ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอมมิได้ ๔๓๓๗/๒๕๕๒ ,ฟ้องว่าจำเลยฆ่าโดยไตร่ตรองและพนักงานปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่มีคำขอตาม ๒๘๙ แต่ขอ ๒๘๘ ลงโทษตาม ๒๘๙ไม่ได้เพราะ ๒๘๙ โทษสูงกว่าโทษ ๒๘๘ จึงเป็นการเกินคำขอและต้องห้ามตาม ๑๙๒วรรคหนึ่ง ฎ๕๗๘๕/๒๕๕๒ ,
[2] บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ ทางพิจารณาจำหน่ายให้แก่จำเลยด้วยกันเองไม่เกี่ยวกับสายลับ ดังนี้ข้อเท็จจริงทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวมาในฟ้องในข้อสาระสำคัญศาลต้องยกฟ้องตามม.๑๙๒ว.๒   ฎ๑๔๐๔/๒๕๕๓ ,บรรยายฟ้องว่าพรากเด็กอายุไม่เกิน ๑๕ ปีไปเสียจากบิดามารดา เพื่อการอนาจารทางพิจารณาได้ความว่าพรากจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญ จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายไม่หลงต่อสู้ศาลลงได้ตาม ม.๑๙๒ วรรคสอง ๓๘๔๐/๒๕๕๓ ,ฟ้องว่าดาบตำรวจ ช. จับกุมจำเลยให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ปล่อยตัวจำเลยอันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ทางพิจารณาได้ความว่า จูงใจเพื่อให้เปลี่ยนข้อหาให้เบาลงก็หาใช่แตกต่างในสาระสำคัญ เพราะไม่ว่าจะจูงใจให้ปล่อยหรือเปลี่ยนข้อหา ก็ล้วนเป็นการจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ.๑๔๔ เช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามที่บัญญัติไว้ตาม ๑๙๒ว.๒ ฎ๓๐๙๖/๒๕๕๒ ,ฟ้องว่าเป็นตัวการได้ความทางพิจารณาว่าเป็นผู้ใช้ให้คนอื่นกระทำความผิด เป็นการแตกต่างในข้อสาระสำคัญย่อมลงโทษฐานเป็นผู้ใช้ไม่ได้ ตาม ๑๙๒วรรค๒ แต่การกระทำถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดลงสนับสนุนได้ ๔๑๓๕/๒๕๕๒ ,ข้อเท็จจริงตามฟ้องว่าเป็นตัวการ ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นผู้ใช้ ลงฐานผู้ใช้ไม่ได้เพราะข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในข้อสาระสำคัญตามปวิอ.๑๙๒ วรรคสอง แต่ถือว่าเป็นการสนับสนุนลงสนับสนุนได้ ๙๘๓๖/๒๕๕๑ ,
[3] ป.อ.มาตรา ๓๓๖ ทวิ เป็นบทบัญญัติที่ทำให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยเมื่อโจทก์มิได้อ้างมาในคำขอท้ายฟ้อง  ถือว่า โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามมาตราดังกล่าว  ๑๙๒ วรรคสี่ ๑๐๙๐๓/๒๕๕๑,
[4] ความผิดฐานปล้นทรัพย์รวมความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น  ,ฟ้องขอให้ลงโทษตามป.อ.ม.๓๑๗ วรรคสามโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสี่พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ทางพิจารณาได้ความว่าพรากผู้เสียหายโดยเข้าใจว่าอายุกว่าสิบห้าปีอันเป็นความผิดตามม.๓๑๙วรรคแรก ศาลปรับบทลงโทษตาม ๓๑๙ วรรคแรกได้ เพราะเป็นการกระทำความผิดที่รวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องและมีโทษเบากว่าตามปวิอ.๑๙๒วรรคท้าย ไม่ใช่เรื่องโจทก์ไม่ประสงค์ลงโทษ ฎ๕๓๐๓/๒๕๕๓ ,บรรยายฟ้องว่าเป็นตัวการร่วมกันฆ่าผู้อื่นม.๒๘๘ ๘๓ ได้ความว่าเป็นการแยกกันทำร้ายถึงแก่ความตายตาม ๒๙๐ วรรคแรก ความผิด๒๘๘ รวมความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายอยู่ด้วย๖๓๑๕/๒๕๕๒ ,

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ปวิอ.ม.๑๗๖


มาตรา ๑๗๖  ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลย[1]ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะ[2]พิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลย[3]รับสารภาพนั้นกฎหมาย[4]กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง
ในคดีที่มีจำเลยหลายคน และจำเลยบางคนรับสารภาพ เมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งจำหน่ายคดี สำหรับจำเลยที่ปฏิเสธเพื่อให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ปฏิเสธนั้น [5]เป็นคดีใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้


[1] คำให้การรับสารภาพต้องชัดเจน ที่ไม่ชัดเจนเช่น ฟ้องว่าลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยรับสารภาพตามฟ้องคำให้การไม่ชัดเจนว่าจะชี้ขาดว่ากระทำความผิดฐานใด ,รับสารภาพเพื่อมิให้เกิดความยุ่งยากแก่คดี ,ให้การรับสารภาพเพราะไม่รู้ว่าเป็นความผิด หรือฎีกา ๔๗๙๐/๕๐ ฟ้องลักทรัพย์คาบเกี่ยวกลางวันกับกลางคืน มีคำขอทั้ง ๓๓๔ และ ๓๓๕ จำเลยให้การรับสารภาพว่าลักทรัพย์มิได้ระบุว่ากลางวันหรือกลางคืน จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยสารภาพฐานลักทรัพย์เวลาใดโจทก์มีหน้าที่นำสืบเมื่อไม่นำสืบถือไม่ได้ว่าลักทรัพย์กลางคืน ,คำรับสารภาพไม่ชัดเจนผลไม่ถือว่าเป็นคำรับสารภาพที่จะพิจารณาตามม.๑๗๖
ความหมายของคำรับสารภาพ   การรับสารภาพว่า รับสารภาพตามฟ้อง หมายความว่าบวกโทษได้  แต่คำรับว่ารับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง"  บวกโทษไม่ได้
[2] เป็นดุลพินิจศาล  แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็พิพากษายกฟ้องได้  มิได้หมายความว่า  ศาลต้องพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดและลงโทษจำเลยตามที่กล่าวในฟ้องเสมอไปไม่ เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่กล่าวในฟ้องไม่เป็นความผิด ศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ตาม๑๘๕ว.๑ ๑๒๘/๔๓
[3] ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดอาญา ๒๗๗ วรรคแรก กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ ๔ ปี ๔ กรรม เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าว  แม้รวมหลายกรรมโทษเกินศาลลงได้โดยไม่ต้องรับฟังพยานโจทก์ ๒๘๐๓/๒๕๕๓, จำเลยให้การรับสารภาพความผิดอันเป็นการโทรมหญิง ๒๗๖ โทษตั้งแต่ ๑๕ ปีถึงยี่สิบปีหรือจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้นศาลต้องรับฟังพยานโจทก์ เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง เมื่อจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จึงไม่เป็นผู้เสียหาย ไม่ได้โต้แย้งว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิด เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วขึ้นโต้เถียงจึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ๒๘๐๓/๒๕๕๓  ,จำเลยให้การรับสารภาพ และยื่นคำร้องว่าจำเลยครอบครองที่ดินซึ่งโจทก์เคยเป็นเจ้าของสัมปทานแร่ต่อมาไม่ได้ใช้ประโยชน์ ที่ดินไม่ใช่ของโจทก์ จำเลยเข้าทำประโยชน์เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกินมุ่งได้สิทธิการเช่าจากนิคมท้ายเหมืองขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ โดยทนายโจทก์แถลงว่าอยู่ระหว่างตกลงค่าขนย้ายออกจากที่ดิน คำให้การแสดงว่ายังคงโต้แย้งว่าทิ่ดินมิใช่ของโจทก์ คดีฟังว่าจำเลยสารภาพไม่ได้ ยกฟ้องตาม ๑๘๕  ๕๕๙๗/๒๕๕๓ ,โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียน ให้การสารภาพศาลชั้นต้นลงโทษโดยไม่ดำเนินการสืบพยาน  ศาลฎีกาพิจารณาจากฎีกาประกอบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ได้ความจากการสอบสวนอาวุธปืนเป็นของมารดาจำเลยและมีทะเบียน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนโจทก์ไม่โต้แย้ง ต้องฟังตามศาลชั้นต้นว่าเป็นปืนมีทะเบียน เมื่อข้อเท็จจริงได้ตามการไต่สวน จึงรับฟังข้อเท็จจริงตามคำให้การรับสารภาพต่อไปอีกไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าคำรับสารภาพไม่ถูกต้องตรงความจริง  ไม่อาจลงได้ตาม ม.๑๘๕ วรรค๒ ประกอบ ๒๑๕ ๒๒๕ ๗๒๖๓/๒๕๕๒  ,
[4] หมายความว่า  แม้จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลว่ากระทำความผิดตามฟ้อง ศาลก็ไม่อาจพิจารณาลงโทษจำเลยตามคำรับนั้นได้แต่ต้องฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพให้เป็นที่พอใจก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดจึงจะลงโทษได้   ส่วนปัญหาว่าต้องมีน้ำหนักมั่นคงเพียงใด กรณีนี้โจทก์ไม่จำต้องให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยดังเช่นคดีที่จำเลยปฏิเสธเพียงแต่นำสืบเค้ามูลให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเท่านั้นพอ ๓๑๔/๒๕๕๑ , ฟ้องว่ารับกันลักทรัพย์นายจ้างหรือรับของโจร พาอาวุธมีดไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร คำให้การเป็นแบบพิมพ์ว่าให้การว่ารับสารภาพตามฟ้องและเขียนด้วยปากกาว่า ข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง พอแปลว่ารับสารภาพตามฟ้องที่ลงด้วยปากกาไว้เพื่อให้ชัดเจนว่ารับฐานลักทรัพย์นายจ้าง ไม่ใช่รับของโจร และพาอาวุธมีดไปในทางสาธารณะ ๑๖๓๘/๒๕๕๑ ,กฎหมายถือโทษขั้นต่ำเป็นเกณฑ์มิได้ถือเอาโทษขั้นสูงเป็นข้อสำคัญ และเป็นโทษที่กฎหมายกำหนดมิใช่ที่ศาลลงแก่จำเลย ถืออัตราโทษที่บัญญัติไว้ในความผิดที่โจทก์ฟ้องดังนั้นแม้จำเลยจะอายุน้อยและเมื่อลดอัตราโทษขั้นต่ำน้อยกว่าห้าปีโจทก์ก็มีหน้าที่นำสืบ  และพิจารณาเป็นรายข้อหารายกระทงความผิดมิใช่นำโทษทุกกระทงมารวมกัน,ข้อสังเกตคดีที่จำเลยเป็นเด็กการพิจารณาโทษขั้นต่ำพิจารณาโทษจากที่กฎหมายบัญญัติไว้  โดยไม่ต้องลดมาตราส่วนโทษก่อนเพราะการที่จำเลยเป็นคดีเด็กไม่ใช้ข้อหาที่กระทำความผิด,ฟ้องข้อหาพยายามฆ่าหรือเป็นผู้สนับสนุน ต้องลดอัตราส่วนโทษมาเป็น ๒/๓ก่อนเพราะเป็นข้อหากระทำความผิด , ฟ้องบทหนักโจทก์ไม่นำสืบพยานประกอบศาลก็ยังมีอำนาจพิพากษาลงโทษบทเบาที่มีอัตราโทษไม่อยู่ในเกณฑ์ต้องสืบพยานประกอบ
[5] คดีจำเลยหลายคน บางคนให้การรับสารภาพศาลอาจจำหน่ายคดีโดยให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีใหม่ได้  แต่โจทก์ต้องฟ้องตามข้อหาเดิมจะฟ้องข้อหาอื่นไม่ได้ ๘๓๑/๐๒ และคำขอเกี่ยวกับจำเลยที่ปฏิเสธในคดีเดิมย่อมสิ้นสภาพไปด้วย , ชั้นพิจารณาคดีจำเลยบางคนรับบางคนปฏิเสธหากปรากฎเหตุลักษณะคดีศาลไม่มีอำนาจยกจะยกเอาเหตุลักษณะคดีมาพิพากษาให้ตลอดไปถึงจำเลยในคดีเดิม , การฟ้องคดีใหม่ต้องระบุพยานหลักฐานใหม่ ๒๘๙/๒๒ 
ปรับปรุง ๒๓ เมษายน ๒๕๕๖

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

ปวิพ.ม.๔๓-๔๔


[1]มาตรา ๔๓  คดีลักทรัพย์[2] วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก [3]ฉ้อโกง [4]ยักยอก หรือรับของโจร ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา [5]ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย

มาตรา ๔๔  การเรียกทรัพย์สินหรือราคาคืน[6]ตามมาตราก่อน พนักงานอัยการจะขอรวมไปกับคดีอาญาหรือจะยื่นคำร้องในระยะใดระหว่างที่คดีอาญากำลังพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นก็ได้


[1] หลัก ๑.เฉพาะใน ๙ ฐานความผิดเท่านั้นเว้นความผิดฐานยักยอกรวมเจ้าพนักงานยักยอกป.อ.๑๔๗ด้วย ๒.เฉพาะทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายต้องสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรงเท่านั้น ดังนั้นฉ้อโกงสัญญากู้ขอคืนเงินตามสัญญาไม่ได้ หรือฉ้อโกงโฉนดเอาไปจดทะเบียนจำนองค้ำประกันค้ำประกันเงินกู้ไม่มีสิทธิเรียกเงินตามที่ค้ำ  หรือฉ้อโกง๓๔๔ค่าแรงหรือค่าจ้างไม่ใช่ทรัพย์สินที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิด,เงินค่าเข้าอยู่ในโรงแรมเป็นเงินที่เจ้าของโรงแรมควรได้รับไม่ใช่ทรัพย์สินที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิด,  ดอกเบี้ยเรียกไม่ได้,  คดีรับของโจร เงินที่เสียเป็นค่าไถ่ทรัพย์คืนเรียกไม่ได้ ,ลักฉลากกินแบ่งที่ถูกรางวัลแล้วมีค่าเท่ากับเงินรางวัลเป็นราคาทรัพย์ที่ลักไปโดยที่แท้จริง เงินรางวัลเท่ากับว่าต้องสูญเสียเงินจำนวนหนึ่งไปจากการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง ๗๗๒/๒๐(ป),หลอกลวงผู้เสียหายให้ไปทำงานต่างประเทศ ถือว่าค่าเครื่องบินเป็นทรัพย์สินที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิด(มิได้เกิดจากความสมัครใจแต่เกิดจากการหลอกลวง) ,พยายามวิ่งราวทรัพย์จำเลยไม่ได้ทรัพย์ของกลางไป แต่หายขณะเกิดเหตุ ถือว่าผลของการกระทำผิดของจำเลยทำให้ผู้เสียหายต้องสูญเสียทรัพย์ไปต้องรับผิดคืนทรัพย์
[2] อัยการฟ้องว่า ๓๓๕ ,๓๓๖ทวิ ๒๖๙/๕ ๒๖๙/๗ ๙๑ ขอให้คืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทโจทก์มุ่งประสงค์ให้ลงโทษฐานลักเงิน เพียงแต่วิธีการลักเงินดังกล่าวก็โดยใช้บัตรอิเลกทรอนิกส์ถอนเงิน จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเลกทรอนิกส์และความผิดฐานลักทรัพย์ด้วย ๕๒/๒๕๕๓(เน๖๓),ต้องเป็นทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปจากการกระทำความผิด ดังนั้นหากลักโฉนดและนำไปโอนให้บุคคลภายนอกโดยได้รับเงิน แต่เงินได้จากการปลอมหนังสือมอบอำนาจแล้วนำโฉนดมาขาย เงินไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่สูญหายไปจากการกระทำความผิดจำเลยไม่จำต้องรับผิดใช้เงิน๓๖๐๐/๒๕๕๓,รถยนต์ถูกถอดอุปกรณ์ส่วนควบคงเหลือซากมิได้ถูกทำลายไปแล้วทั้งหมด เมื่อผู้เสียหายได้รับอุปกรณ์คืน อัยการไม่อาจเรียกได้ แม้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเนื่องจากนำรถไปใช้ประโยชน์อย่างเดิมไม่ได้ ก็ต้องไปว่ากล่าวอีกคดีหนึ่ง๘๔๕๙/๒๕๕๒,
[3] ฉ้อโกงไม่รวมโกงเจ้าหนี้
[4] ความผิดฐานยักยอก รวมถึงความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกตาม ปอ.ม.๑๔๗ แต่หากฟ้องปอ.๑๔๗ แต่ศาลพิพากษาผิด ม.๑๔๘ โจทก์ก็ไม่มีอำนาจขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคา
[5] มีสิทธิเรียกได้เฉพาะทรัพย์หรือราคาเท่านั้น จะเรียกดอกเบี้ยด้วยไม่ได้ แต่ถ้าผู้เสียกายเข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย ถือได้ว่าผู้เสียหายได้เรียกดอกเบี้ยแล้วแต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ,กรณีเรียกแทนได้ ได้แก่ผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงบทหนักแต่ความผิดบทเบาอยู่ในม.๔๓ ศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาได้ (ฎ ๒๕๕/๓๑) แต่หากพิพากษาว่าผิดบางฐานแต่ไม่รวมฐานที่อยู่ในม.๔๓ โดยยกฟ้องฐานอื่นนั้น พนักงานอัยการไม่มีอำนาจเรียกแทน ,ฟ้องบรรยายความผิดตามม.๔๓ แต่ไม่ได้ขอให้ลงโทษตามที่ระบุม.๔๓ พนักงานอัยการขอได้,สลากกินแบ่งรัฐบาลที่ถูกรางวัลแล้ว มีราคาเท่ากับเงินรางวัลที่จะได้รับจึงถือว่าเงินรางวัลที่จะได้รับเป็นราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปโดยแท้จริง
[6] เป็นสิทธิของอัยการเท่านั้น หากผู้เสียหายเรียกเองจะเรียกทุนทรัพย์เกินอำนาจศาลแขวงไม่ได้