วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

ปวิอ.ม.๒๑๒,๒๑๓


มาตรา ๒๑๒  คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษา[1]เพิ่มเติมโทษจำเลย เว้นแต่[2]โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น

มาตรา ๒๑๓  ในคดีซึ่ง[3]จำเลยผู้หนึ่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา ซึ่งให้ลงโทษจำเลยหลายคนในความผิดฐานเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน ถ้าศาลอุทธรณ์กลับหรือแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ลงโทษหรือลดโทษให้จำเลย แม้เป็นเหตุอยู่ในส่วน[4]ลักษณะคดี ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์ ให้มิต้องถูกรับโทษ หรือได้ลดโทษดุจจำเลยผู้อุทธรณ์




[1] โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์อันเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตาม ม.๓๓๙ วรรคสาม ศาลชั้นต้นลง ๓๓๙ วรรคสอง แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ แต่ศาลฎีการพิจารณาได้ความว่าชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตาม ๓๓๙ วรรคสาม ซึ่งมีโทษหนักขึ้นศาลมีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษ ๒๖๓/๒๕๕๓ ,ชั้นต้นและอุทธรณ์ลง ๓๓๖ ศาลฎีกาได้ความว่าเป็นลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ๓๓๕(๑)(๗) ต้องรับโทษตาม ๓๓๕ วรรคสองซึ่งมีโทษหนักกว่าศาลพิพากษาลงโทษในความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ๑๙๒ แต่พิพากษาลงโทษจำเลยหนักขึ้นไม่ได้ ๖๕๓/๒๕๕๓, จำเลยรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ หมายถึงความผิดทุกข้อ ศาลลงไม่ครบข้อหา เป็นการไม่ชอบตามม.๑๘๕ ว.สอง การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามข้อหาดังกล่าว ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องและข้อให้ลงโทษมาโดยมิได้กำหนดโทษความผิดข้อหาดังกล่าวอีกเป็นการพิพากษาให้ถูกต้องเท่านั้น มิใช่การเพิ่มเติมโทษ ๖๒๙๔/๒๕๕๓, ริบของกลาง(เนื่องจากโทษริบทรัพย์เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์), การบวกโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอื่น(เป็นกรณีกฎหมายบังคับให้ดำเนินการ), จำคุกเป็นปรับ(เพราะเป็นโทษที่เบากว่า), ศาลวางโทษเกินศาลอุทธรณ์แก้ได้ (เพราะเป็นผลดีต่อจำเลย) ,การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษให้ถูกต้องไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ แต่จะเปลี่ยนโทษที่ศาลล่างลงให้สูงขึ้นไม่ได้เป็นเพิ่มเติมโทษ แต่เปลี่ยนโทษจากกักขังมาเป็นโทษจำคุกและรอได้ไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ ๒๖๕๑/๑๘ ,ศาลอุทธรณ์พิพากษาตามฟ้องให้ครบถ้วน เช่นบรรยายฟ้องหลายข้อหา จำเลยรับสารภาพลงไม่ครบไม่ชอบด้วย ๑๘๕วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษความผิดให้ครบเป็นเพียงเพื่การพิพากษาให้ถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น ๗๖๐/๔๗,กรณีถือว่าเพิ่มเติมโทษ  เช่น เปลี่ยนจากปรับสถานเดียวมาเป็นโทษจำคุกและรอการลงโทษไว้  ,  ศาลชั้นต้นลงโทษต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดศาลอุทธรณ์แก้เป็นโทษขั้นต่ำ ๓๙๙๐/๔๐ ,  ศาลชั้นต้นคำนวณโทษผิดพลาด ศาลอุทธรณ์ไม่อาจแก้ให้โทษสูงขึ้นได้  ,  กระทำความผิดหลายกรรม แต่ศาลพิพากษาว่าเป็นกรรมเดียว ศาลอุทธรณ์มีอำนาจปรับบทให้ถูกต้องได้ แต่จะลงโทษอีกกรรมไม่ได้เป็นการเพิ่มเติมแม้จำเลยจะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นศาลอุทธรณ์ก็ลงไม่ได้เป็นเพิ่มเติมโทษ ,  เปลี่ยนจากรอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ ,   ศาลชั้นต้นกำหนดโทษและลดโทษแก่จำเลย แต่คำนวณไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ไม่สามารถพิพากษาตามโทษจำคุกที่ถูกต้องได้,การกักขังหนึ่งปีเป็นกักขังสองปีแทนค่าปรับ , นำไปใช้ในชั้นฎีกา โดยม.๒๒๕ , ชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังไม่ถูกต้องตามที่เงื่อนไขกำหนด (เคยต้องโทษจำคุก) แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ไม่อาจแก้ไขเพราะจะกลายเป็นการเพิ่มเติมโทษ ๔๕๓๔/๔๘
[2] โจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษ เช่น ศาลอุทธรณ์ลงโทษ ๒๙๕ โจทก์อุทธรณ์ให้ลง ๒๙๗ถือได้ว่าโจทก์ได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น,อุทธรณ์ลง ๒๘๘ ฎีกาให้ลง ๒๘๙ ,ชั้นต้นลงทำร้ายบาดเจ็บสาหัส อุทธรณ์ให้ลงพยายามฆ่า
[3] ศาลฎีกานำมาใช้กรณีจำเลยเป็นผู้อุทธรณ์ด้วย ๑๕๘๗/๙๕ แม้จำเลยบางคนถอนอุทธรณ์ไป ศาลมีอำนาจยกฟ้องหรือลดโทษให้จำเลยที่ถอนอุทธรณ์ไปด้วยได้ ๔๐๙๓/๓๐,แต่คดีที่จำเลยบางคนให้การรับสารภาพตาม ๑๗๖ ว.๒ ศาลสั่งให้แยกฟ้องศาลจะยกเหตุลักษณะคดีไปถึงจำเลยในคดีเดิมไม่ได้,กรณีการรวมการพิจารณา จำเลยบางสำนวนอุทธรณ์/ฎีกาศาลใช้เหตุลักษณะคดีพิพากษาไปถึงสำนวนที่มิได้อุทธรณ์/ฎีกาได้ ๘๕๗/๒๙ ,กรณีมีผู่ร่วมกระทำความผิดหลายคน แยกฟ้องเป็นรายคดี ถือว่าพยานหลักฐานของโจทก์แต่ละคดีเพียงพอลงโทษจำเลยหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยแต่ละคนเป็นรายกรณี ๓๐๐๔/๔๓
[4] เหตุลักษณะคดี หมายถึง เหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพความผิดหรือพฤติการณ์แห่งคดีและมีผลถึงจำเลยหลายคนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงก็ได้,ถือว่าเป็นเหตุลักษณะคดี เช่น เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม ,การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ,พยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควร,ทรัพย์ที่ถูกลักมีราคาน้อยดุลพินิจเกี่ยวกับสภาพการกระทำความผิดว่าร้ายแรงหรือไม่ร้ายแง ไม่ถือว่าเป็นเหตุลักษณะคดี เช่น ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดคนหนึ่งสารภาพอีกคนพยานเป็นที่สงสัย   ข้อเท็จจริงแยกรับฟังกันได้ ,คำพยานคนละชุด ,

1 ความคิดเห็น: