วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

ปวิอ.มาตรา ๑๙๓ ,๑๙๓ทวิ


มาตรา ๑๙๓  คดีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย[1]ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ เว้นแต่จะถูกห้ามอุทธรณ์โดยประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
อุทธรณ์ทุกฉบับต้อง[2]ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ

มาตรา ๑๙๓ ทวิ  [3]ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นใน[4]ปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่ง[5]อัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่กรณีต่อไปนี้ให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้
(๑) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหรือให้ลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก
(๒) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่ศาลรอการลงโทษไว้
(๓) ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือ
(๔) จำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษปรับเกินหนึ่งพันบาท


[1] คู่ความไม่มีสิทธิอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา (๑๙๓ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ไม่อาจนำปวิพ ๒๒๓ทวิมาใช้โดยอนุโลม)ฎ๒๙๔๖/๔๒ , แม้แถลงไม่ติดใจอุทธรณ์คำแถลงไม่ตัดสิทธิอุทธรณ์ ๓๐๒/๒๔๙๕ ,
[2] ๑๙๓วรรคสองนำไปใช้ชั้นฎีกา ตามม.๒๒๕ , กรณีเป็นอุทธรณ์ฎีกาไม่ชัดเจน เช่น เอาคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นข้อฎีกา , ถือเอาคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องฎีกา, ถือเอาคำแถลงการณ์ปิดคดีในศาลชั้นต้นเป็นส่วนหนึ่งของฎีกา,เห็นด้วยกับศาลอุทธรร์แต่เพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นแบบอย่าง,ยื่นอุทธรณ์ไว้ฉบับหนึ่งแล้วยื่นอีกฉบับหนึ่ง ไม่ถือว่าอุทธรณ์ฉบับหลังมีสภาพเป็นอุทธรณ์ , ฎีกาให้นำข้อกฎหมายมาตราที่พอจะเป็นคุณแก่จำเลย ไม่ชัดเจนว่าเป็นกฎหมายเรื่องใดฉบับใดจึงไม่ชัดแจ้ง , ฎีกาโดยคัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งฉบับ
[3] ข้อห้ามตาม ๑๙๓ ทวิ ต้องเป็นการโต้แย้งเนื้อหาแห่งคำฟ้องหรือตามประเด็นแห่งคดี  หากไม่ใช่ก็ไม่ต้องห้าม  กรณีที่ไม่ใช่เนื้อหา เช่น โต้แย้งดุลพินิจการรับฟ้องตามพระธรรมนูญศาล ,อุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้งดสืบพยาน ,กรณีร้องขอคืนของกลาง๑๐๒๕/๒๒,   ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ตรวจดูว่าเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามหรือไม่ตาม ๑๙๘ ถ้าศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ที่ต้องห้ามมาศาลอุทธรณ์ ย่อม พิพากษายกอุทธรณ์ได้ปวิพ.๒๔๒ ปวิอ.๑๕
[4] ข้อเท็จจริง หมายถึง ปัญหาเกี่ยวกับการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล หรือดุลพินิจในการมีคำสั่งชี้ขาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ,กรณีหลายกระทง บางกระทงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง บางกระทงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงและจำเลยอุทธรณ์รวมกันศาลอุทธรณ์เป็นว่าไม่ผิดยกตาม ๑๘๕ ได้, กรณีถือว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ได้แก่ การโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย เช่น จำเลยมิได้ตบหน้าหากฟังว่าตบหน้าก็เป็นการป้องกันโดยชอบ, ศาลพิจารณาโดยรวบรัด การนำสืบไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ๔๔๓/๔๖, ผู้ร้องทุกข์แทนเป็นเพียงลูกจ้างมิใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมก็ไม่ได้มอบอำนาจไว้ขณะร้องทุกข์ การร้องทุกข์ไม่ถูกต้อง ๓๘๑๑/๒๘, หรือโต้เถียงดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาล,ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรม,โต้แย้งจากรอเป็นไม่รอการลงโทษเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษ,โต้แย้งคำสั่งงดสืบพยานศาล,โต้แย้งว่ามิได้ตรวจกัญชาทั้งหมดเป็นเพียงการสุ่มตรวจ,ฎีกาว่าไม่ทราบอายุผู้เสียหายในความผิดฐานพรากซึ่งเป็นสาระขององค์ประกอบความผิด เป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายหรือแจ้งข้อหาวันใด 
ถือว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เช่นศาลรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวน,ข้อเท็จจริงที่ศาลฟังมาเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ ,การอุทธรณ์คำสั่งตัดพยานมาศาลไม่ได้,ข้อความเป็นคำหมิ่นประมาทหรือไม่ศาลพิเคราะห์จากข้อความนั้นได้,
[5] ความผิดฐานพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร  อัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาทต้องห้ามอุทธรณ์ ๓๖๒๘/๒๕๕๓ ,ฟ้องความผิด ป.อ.๑๙๕(โทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ)ชั้นต้นลง๖เดือนและให้รอห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ๕๙๗๔/๒๕๕๒ ผลหากศาลอุทธรณ์รับขึ้นมาศาลอุทธรณ์แก้เป็นไม่ก่อให้เกิดสิทธิฎีกาเนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบ และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบฯ มาตรา ๑๙๕, ๒๒๕ แก้เป็นยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ,ดูอัตราโทษจากฐานความผิดที่โจทก์ขอให้ลงโทษเป็นสำคัญ ไม่ใช่อัตราโทษในฐานความผิดที่พิจารณาได้ความ ,ใช้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย , กรณีความผิดหลายกรรมการพิจารณาข้อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามม.๑๙๓ทวิ ต้องแยกพิจารณาอัตราโทษแต่ละข้อหาว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ฎ๕๖๘/๔๔ , ฟ้องว่ากระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ดูว่าบทหนักต้องห้ามหรือไม่ ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามถือว่าทุกบทไม่ต้องห้ามแม้จะอุทธรณ์เฉพาะบทเบากว่าก็ไม่ต้องห้าม ๓๑๕๔/๔๓,คำพิพากษาของศาลที่ให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมตาม ป.อ.ม.๗๔ ไม่ถือว่าเป็นคำพิพากษาที่ให้ลงโทษจำคุก จึงต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง ๔๓๒/๒๐

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น