มาตรา ๒๑๒ คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ลงโทษ
ห้ามมิให้ศาลอุทธรณ์พิพากษา[1]เพิ่มเติมโทษจำเลย เว้นแต่[2]โจทก์จะได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น
มาตรา ๒๑๓ ในคดีซึ่ง[3]จำเลยผู้หนึ่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา ซึ่งให้ลงโทษจำเลยหลายคนในความผิดฐานเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน
ถ้าศาลอุทธรณ์กลับหรือแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ลงโทษหรือลดโทษให้จำเลย แม้เป็นเหตุอยู่ในส่วน[4]ลักษณะคดี ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้อุทธรณ์
ให้มิต้องถูกรับโทษ หรือได้ลดโทษดุจจำเลยผู้อุทธรณ์
[1]
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์อันเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย
อันเป็นความผิดตาม ม.๓๓๙ วรรคสาม ศาลชั้นต้นลง ๓๓๙ วรรคสอง แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์
แต่ศาลฎีการพิจารณาได้ความว่าชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตาม ๓๓๙
วรรคสาม ซึ่งมีโทษหนักขึ้นศาลมีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษ ๒๖๓/๒๕๕๓
,ชั้นต้นและอุทธรณ์ลง ๓๓๖ ศาลฎีกาได้ความว่าเป็นลักทรัพย์ในเวลากลางคืน
ตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ๓๓๕(๑)(๗) ต้องรับโทษตาม ๓๓๕
วรรคสองซึ่งมีโทษหนักกว่าศาลพิพากษาลงโทษในความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ๑๙๒
แต่พิพากษาลงโทษจำเลยหนักขึ้นไม่ได้ ๖๕๓/๒๕๕๓, จำเลยรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ
หมายถึงความผิดทุกข้อ ศาลลงไม่ครบข้อหา เป็นการไม่ชอบตามม.๑๘๕ ว.สอง
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามข้อหาดังกล่าว
ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องและข้อให้ลงโทษมาโดยมิได้กำหนดโทษความผิดข้อหาดังกล่าวอีกเป็นการพิพากษาให้ถูกต้องเท่านั้น
มิใช่การเพิ่มเติมโทษ ๖๒๙๔/๒๕๕๓,
ริบของกลาง(เนื่องจากโทษริบทรัพย์เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์), การบวกโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอื่น(เป็นกรณีกฎหมายบังคับให้ดำเนินการ), จำคุกเป็นปรับ(เพราะเป็นโทษที่เบากว่า), ศาลวางโทษเกินศาลอุทธรณ์แก้ได้
(เพราะเป็นผลดีต่อจำเลย) ,การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษให้ถูกต้องไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ
แต่จะเปลี่ยนโทษที่ศาลล่างลงให้สูงขึ้นไม่ได้เป็นเพิ่มเติมโทษ
แต่เปลี่ยนโทษจากกักขังมาเป็นโทษจำคุกและรอได้ไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ ๒๖๕๑/๑๘
,ศาลอุทธรณ์พิพากษาตามฟ้องให้ครบถ้วน เช่นบรรยายฟ้องหลายข้อหา จำเลยรับสารภาพลงไม่ครบไม่ชอบด้วย
๑๘๕วรรคสอง
การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษความผิดให้ครบเป็นเพียงเพื่การพิพากษาให้ถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น
๗๖๐/๔๗,กรณีถือว่าเพิ่มเติมโทษ
เช่น เปลี่ยนจากปรับสถานเดียวมาเป็นโทษจำคุกและรอการลงโทษไว้
, ศาลชั้นต้นลงโทษต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดศาลอุทธรณ์แก้เป็นโทษขั้นต่ำ ๓๙๙๐/๔๐
, ศาลชั้นต้นคำนวณโทษผิดพลาด ศาลอุทธรณ์ไม่อาจแก้ให้โทษสูงขึ้นได้ , กระทำความผิดหลายกรรม
แต่ศาลพิพากษาว่าเป็นกรรมเดียว ศาลอุทธรณ์มีอำนาจปรับบทให้ถูกต้องได้
แต่จะลงโทษอีกกรรมไม่ได้เป็นการเพิ่มเติมแม้จำเลยจะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นศาลอุทธรณ์ก็ลงไม่ได้เป็นเพิ่มเติมโทษ , เปลี่ยนจากรอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ
, ศาลชั้นต้นกำหนดโทษและลดโทษแก่จำเลย แต่คำนวณไม่ถูกต้อง
โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ไม่สามารถพิพากษาตามโทษจำคุกที่ถูกต้องได้,การกักขังหนึ่งปีเป็นกักขังสองปีแทนค่าปรับ , นำไปใช้ในชั้นฎีกา
โดยม.๒๒๕ , ชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังไม่ถูกต้องตามที่เงื่อนไขกำหนด
(เคยต้องโทษจำคุก)
แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ไม่อาจแก้ไขเพราะจะกลายเป็นการเพิ่มเติมโทษ ๔๕๓๔/๔๘
[2]
โจทก์อุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษ เช่น ศาลอุทธรณ์ลงโทษ
๒๙๕ โจทก์อุทธรณ์ให้ลง ๒๙๗ถือได้ว่าโจทก์ได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น,อุทธรณ์ลง
๒๘๘ ฎีกาให้ลง ๒๘๙ ,ชั้นต้นลงทำร้ายบาดเจ็บสาหัส อุทธรณ์ให้ลงพยายามฆ่า
[3]
ศาลฎีกานำมาใช้กรณีจำเลยเป็นผู้อุทธรณ์ด้วย ๑๕๘๗/๙๕
แม้จำเลยบางคนถอนอุทธรณ์ไป
ศาลมีอำนาจยกฟ้องหรือลดโทษให้จำเลยที่ถอนอุทธรณ์ไปด้วยได้
๔๐๙๓/๓๐,แต่คดีที่จำเลยบางคนให้การรับสารภาพตาม ๑๗๖ ว.๒
ศาลสั่งให้แยกฟ้องศาลจะยกเหตุลักษณะคดีไปถึงจำเลยในคดีเดิมไม่ได้,กรณีการรวมการพิจารณา
จำเลยบางสำนวนอุทธรณ์/ฎีกาศาลใช้เหตุลักษณะคดีพิพากษาไปถึงสำนวนที่มิได้อุทธรณ์/ฎีกาได้
๘๕๗/๒๙ ,กรณีมีผู่ร่วมกระทำความผิดหลายคน แยกฟ้องเป็นรายคดี ถือว่าพยานหลักฐานของโจทก์แต่ละคดีเพียงพอลงโทษจำเลยหรือไม่
เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยแต่ละคนเป็นรายกรณี ๓๐๐๔/๔๓
[4]
เหตุลักษณะคดี หมายถึง
เหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพความผิดหรือพฤติการณ์แห่งคดีและมีผลถึงจำเลยหลายคนในลักษณะเดียวกัน
ซึ่งอาจเป็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงก็ได้,ถือว่าเป็นเหตุลักษณะคดี เช่น
เป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม ,การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย
,พยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควร,ทรัพย์ที่ถูกลักมีราคาน้อยดุลพินิจเกี่ยวกับสภาพการกระทำความผิดว่าร้ายแรงหรือไม่ร้ายแง
ไม่ถือว่าเป็นเหตุลักษณะคดี เช่น ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดคนหนึ่งสารภาพอีกคนพยานเป็นที่สงสัย ข้อเท็จจริงแยกรับฟังกันได้
,คำพยานคนละชุด ,